FEEDS

News & Article From DPBits

Crypto Currency

“ขนาด Block ของ Bitcoin สามารถถูกเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้อง Hard fork” โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blockstream

นักพัฒนา protocol ของ Bitcoin นาม Mark Friedenbach ได้ออกมากล่าวถึงวิธีการในการ scaling หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลธุรกรรมของ Bitcoin โดยเขาเคลมว่าไม่จำเป็นต้องมีการ hard fork เกิดขึ้น อ้างอิงจาก workshop ของเขาที่กรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา


โดยแนวคิดใหม่ที่ว่านี้ได้ถูกจัดสอนขึ้นในงานที่เรียกว่า Scaling Bitcoin workshop และถูกตั้งชื่อว่า “Forward Blocks” โดยจะเป็นการ boost การทำงานของ Proof-of-work (PoW) บน soft fork แทนที่จะเป็น hard fork อีกทั้งยังมีการนำเอา private ledger มาทำผสมอีกด้วย


ข้อเสนอแนะในการ scaling ดังกล่าวอ้างว่าจะสามารถเพิ่ม “ความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมได้ถึง 3584x ระดับปัจจุบัน” และยังช่วยเพิ่มการต่อต้านการ censor ด้วยระบบ sharding ได้อีกด้วย


นาย Friedenbach ได้แนะนำการพัฒนาการทำธุรกรรมของ Bitcoin ครั้งใหญ่แบบ on-chain (ธุรกรรมแบบที่จะถูกเก็บไว้บน blockchain) โดยวิธีการทางเลือกที่เรียกว่า ‘soft fork’ ซึ่งหลักการทำงานคร่าว ๆ ของมันคือการทำให้กฎในระบบ consensus ที่ node เก่า ๆ “จะยังสามารถเห็น chain ทำงานล่วงหน้าต่อไปได้” นอกจากนี้งานวิจัยของพวกเขายังได้กล่าวถึงคำจำกัดความของคำว่า “forwards compatible soft-fork” ที่จะทำให้ผู้ที่ถือ node เวอร์ชันเก่าที่ยังไม่ได้อัพเกรด สามารถรับและประมวลผลธุรกรรมได้อีกด้วย


ในพรีเซ้นท์ของเขานั้น นาย Friedenbach ได้เน้นย้ำถึงการทำ sharding ที่สามารถช่วยเพิ่มการต่อต้านการ censorship ได้ โดยกล่าวเสริมว่าเขาได้ยืมเอาเทคนิคการทำ sharding มาจาก “การทำระบบฐานข้อมูลทั่วไป”



ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่รายแรกที่กล่าวถึงเทคนิคในการทำ sharding ก่อนหน้านี้นักพัฒนาเหรียญชื่อดัง Ethereum ก็ได้ออกมาประกาศถึงการอัพเกรดครั้งใหญ่ โดยนาย Vitalik Buterin หรือผู้ก่อตั้งเหรียญดังกล่าวได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่าวิธีการทำ sharding นั้นจะสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากที่สามารถช่วยแบ่ง workload การทำงานได้











ที่มา : https://siamblockchain.com/


08 October 2018

Crypto Currency คืออะไรในระบบเศรษฐกิจ?

ช่วงที่ผ่านมาได้คุยกับเพื่อนที่ลงสนใจลงทุน Crypto Currency (พวก coinต่างๆ) แล้วพบว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่

เพราะ Crypto Currency นั้น มีความหมายคาบเกี่ยวกับ trend ที่กำลังมาแรงอีก 2 อย่างคือ

Blockchain, Cashless Society


ซึ่งหากไม่เข้าใจ ว่าแต่ละอย่างคืออะไร ผมว่าอันตรายมาก ที่จะเอาเงินไปลงในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ

ก็ขอเขียนเท่าที่เห็นมานะครับ

------

เงินคืออะไร?

ก่อนอื่นขอปูพื้นเรื่องเงินก่อน

เงินคือสิ่งที่สังคมกำหนดใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

นั่นคือ ที่เงินมีค่าก็เพราะเราเอาไปใช้เแลกเป็นสินค้า/บริการ ได้นั่นเอง

นอกจากนี้ สิ่งที่หนุนค่าเงินอีกอย่างคือ ทองคำ/เงินตราต่างประเทศ

ซึ่งสามารถเอาไปแลกเปลี่ยนได้ อย่างน้อยก็ที่ธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ

สามารถทำให้ผู้ถือเงินมั่นใจได้ว่าสิ่งที่ตัวเองถือไม่ใช่เพียงแค่กระดาษเปื้อนหมึก

ref: https://www.wikipedia.org/wiki/เงิน



Cashless Society

เทรนด์ที่กำลังมาขณะนี้อันนึงคือ สังคมไร้เงินสด

ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบเงินกระดาษให้เป็นเงินดิจิตอลในระบบคอมพิวเตอร์

เพื่อให้การจับจ่ายได้สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย(จากการฉกชิงวิ่งราว)มากขึ้น

โดยสกุลเงินในระบบยังคงเป็นสกุลเดียวกับเงินกระดาษอยู่

ผลพลอยได้คือ

ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น

จะหลบภาษีแบบแต่ก่อนไม่ได้ละ เพราะรัฐมีข้อมูลการไหลของเงินทั้งหมด


https://finance.rabbit.co.th/blog/cashless-society


Blockchain

Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงอีกตัว

มันคือ วิธีการเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์

โดยจะเก็บข้อมูลเป็นก้อนๆ (block) และอ้างอิงต่อเนื่องเป็นสายโซ่(chain)ต่อๆกันไปเรื่อยๆ

(มันเลยได้ชื่อว่า blockchain)


ระบบนี้เหมาะกับข้อมูลที่มีคุณลักษณะ

-ยอมทุกคนในระบบเห็นได้เหมือนกันหมด

(แต่ใครเข้าถึงระบบได้ก็อีกเรื่อง ซึ่งจำกัดคนเข้าถึงก็จะเป็น private blockchain)

-ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้


ซึ่งข้อมูลใน block นั้นจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น กรมธรรม์ประกันภัย ข้อมูลสุขภาพ ฯลฯ รวมทั้งรายการการเงิน

ดูเหมือนว่าภาคธนาคารต่างๆก็กำลังทำ blockchain เพื่อใช้เป็นระบบเก็บ transaction ระหว่างธนาคาร อยู่เช่นกัน


https://techsauce.co/technology/blockchain/understand-blockchain-in-5-minutes/


ส่วน Crypto Currency (ที่อ้างว่า)คือ เงินดิจิตอลสกุลนึง

ซึ่งจัดเก็บด้วย blockchain (ส่วนรายละเอียดน่าจะหาอ่านที่อื่นได้ไม่ยาก)


โอ้ว.. ทั้ง Cashless Society, Blockchain กำลังมา

Crypto Currency คาบเกี่ยวทั้ง 2 อย่างเลย

ถ้าอย่างนั้นเราควรลงทุนซื้อ Crypto Currency มาครอบครองสินะ?


ช้าก่อนครับ!

- cashless society นั้นเป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆ

พูดให้อ๋อ ก็คือ promptpay นั่นเองที่กำลังมา

มันเกี่ยวอะไรกับ coin ต่างๆ? (ยกเว้นอ้างว่าไม่ต้องพกเงินสดเหมือนกัน)

- blockchain กำลังนำมาใช้ในระบบธนาคารต่างๆ

มันเกี่ยวอะไรกับ coin ที่ต่างคนต่างขุดกันทั่วโลก?


เริ่มแปลกๆแล้วใช่มั๊ยครับ?

พูดง่ายๆคือ

"การอ้างว่า Cashless Society, Blockchain กำลังมา
ให้เราลงทุนไปหา Crypto Currency มาครอบครอง" นั้น
เป็นการผิดฝาผิดตัวซะจนดูเหมือนเป็นการหลอกลวงด้วยซ้ำ!!

Crypto Currency

เรามาดูกันชัดๆดีกว่าว่า Crypto Currency จะสามารถเป็นอะไรได้บ้าง ตั้งแต่ แย่สุดจนดีสุด


-แย่สุด คูปองศูนย์อาหารร้าง

อย่างที่เขียนไว้ตอนแรกว่า สกุลเงินจะมีค่า ก็ต่อเมื่อเอามาแลกสินค้า/บริการ ได้

การที่เราเอาเงินจริงๆไปแลกคูปองศูนย์อาหารร้าง ที่ไม่มีอะไรขายนั้น ไม่ต่างกับการเอาเงินจริงไปแลกกับเศษกระดาษ

แถมไม่มีธนาคารกลางที่รอรับแลกกลับเป็นเงินจริงอีกด้วย


การซื้อขายสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่าจริง ไปๆมาๆ

มันเป็นอะไรได้นอกจากเก็งกำไร?


บางคนคิดว่า อย่างน้อยมันคงไม่โหดเท่า ดอกทิวลิป หรอก

เพราะดอกทิวลิปเน่าได้ แต่คูปองมันไม่เน่า

เรียกว่าไม่ขายไม่ขาดทุน

เออ.. แต่กรณีนี้ถ้าคนไม่ใช้ คนขุดก็ไม่ได้เหรียญใหม่/ค่าธรรมเนียม

จะพาลเลิกกันหมดเอา

มันคือเหมือนปิดเซิฟฯเกม online นะคร๊าบ

เรียกว่าเจ๊งถ้วนหน้า แบบไม่มีเศษกระดาษให้ถือด้วย


-ตั้งไข่ แลกเปลี่ยนสินค้าได้

ถ้า coin นั้นๆ สามารถหาคนทำสินค้า/บริการ ที่ยอมรับ coin ได้ จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่

(เช่น การเสนอว่า coin ที่จะนำมาขายสามารถนำมาแลก สินค้าของบ.ตัวเองได้

coin นั้นก็ดูเหมือนมีค่ามีตัวมีตนขึ้นมาหน่อย

แต่จะมีสินค้า/บริการอื่นๆมายอมรับด้วยทีหลังหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน)


ร้านค้าและคนในระบบ coin นั้นจะเจอเรื่องปวดหัวกับ บัญชีที่ต้องทำเป็น2สกุลเงิน (เงินปกติ+coin)

อยากรู้ว่าเป็นยังลองไปกัมพูชาดู (เงินเรียล+ดอลล่าร์ โอ.. ชือ-กบาล:"ปวดหัว" ภาษาเขมร)

และ จะซ้ำให้ปวดหัวหนักขึ้นด้วย ความผันผวนของราคา coin

เพราะการตั้งราคาในระบบที่ผันผวนนั้นลำบากมาก

-ถ้า coin กำลังขึ้น คนซื้อก็จะไม่ซื้อ เพราะเทียบกับเงินจริงแล้วแพงขึ้น

ก็จะขาดไม่ออก จนกว่าเราจะลดราคา ยอมรับ coin ให้น้อยลงเพื่อว่าเมื่อเทียบเงินจริงแล้วเท่าๆกัน

-ถ้า coin กำลังตก แล้วรับ coin มาเท่าเดิม .. อ้าว ขาดทุน! ต้องรีบเปลี่ยนราคาเรียก coin ให้มากขึ้น


เรียกว่าเหมือนพยายามจะต้องอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีธนาคารกลางคอยดูแลเลย


-ดีสุด สกุลเงินหลักของโลก

ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

ถ้าคนยอมรับซื้อขายสินค้าบริการกันเยอะ+ราคานิ่งพอควร

มันอาจจะสามารถเทียบเท่ากับเงินสกุลหลักอื่นของโลก(หรือทองคำ...อย่างที่โฆษณากัน)

จนธนาคารกลางของแต่ละประเทศต้องเอามาใช้มาเก็บ ในคลัง/ในตระกร้าเงิน เลยทีเดียว


โอ.. ถ้ามันไปถึงจุดนั้นได้จะยอดมากเลยนะจอร์จ

นั่นสิ ซาร่าห์..ว่าแต่มีตังค์ให้ยืมซักแสนนึงก่อนมั๊ย? จะเอาไปซื้อ coin

นี่ไม่คิดถามสุขภาพกระเป๋าตังค์ชั้นซ๊ากกคำก่อนเหรอ?


มุมมองรัฐ

ข้างบนนั้นคือมุมมองภาค micro-economy

แต่ภาค macro-economy นั้นจะต้องมองแบบรัฐ

ซึ่งมุมมองของรัฐต่อ crypto currency นั้นน่าจะเป็นลบเพราะ


1) ธรรมชาติค่าเงินนั้นต้องมี สินค้า/บริการ หนุนหลัง

จะเกิดอะไรขึ้นกับเงินบาท ถ้าคนหันไปใช้ coin กันหมด

...เงินบาทก็จะไร้ค่ายังไงละ!!

กลายเป็นว่าคนไทยต้องขายบาทออกไปซื้อ coin เพื่อมาซื้อสินค้า/บริการในประเทศ

และไม่มีท่าทีจะแลกกลับเป็นเงินบาทด้วย เพราะเมื่อแพร่หลายแล้วจะสามารถเอาไปซื้อสินค้า/บริการอื่นต่อได้!!!


เทียบกับ บ.ส่งออกจะแลกเงินดอลกลับเป็นบาทมาใช้จ่ายในประเทศ

เพราะสินค้า/วัตถุดิบล้วนเป็นเงินบาท ทำให้เศรษฐกิจฝนประเทศดีขึ้น และ ธนาคารประเทศไทยก็จะมีเงินดอลสำรองเพิ่มขึ้น

สถานะการคลังของประเทศก็แข็งแกร่งขึ้น


2) รัฐจะเก็บภาษีไม่ได้

เพราะข้อมูลไม่ผ่านระบบการเงินปกติ

ถึงจะเสนอให้รัฐไปเก็บภาษีตรงที่แลก บาท <-> coin

แต่เงินปกติถ้าซื้อกันหลายทอด รัฐยิ่งได้ภาษี เช่น

นาย A ซื้อนาย B 100 บาท มีภาษี 7 บาท เหลือ 93

นาย B ซื้อนาย C 93 บาท มีภาษี 6.51 บาท เหลือ 86.49

ไปเรื่อยๆ


แต่ถ้าเป็น coin

นาย A แลก 107 บาท หักภาษี 7 บาท เหลือเป็น coin ที่มีมูลค่า 100

ซึ่ง coin นี้จะวนในระบบไปไม่รู้กี่ทอด โดยรัฐไม่ได้ภาษีจนกระทั่งแลกออก

นาย Z แลก coin ที่มีมูลค่า 100 บาท หักภาษี 7 บาท เหลือออกมา 93 บาท

เท่ากับรัฐได้ภาษีแค่ 14 บาท จากการซื้อขายกันไม่รู้กี่รอบ

ยิ่งถ้าแพร่หลายจนมันวนในระบบได้โดยไม่ต้องแลกกลับเป็นเงินบาท

รัฐจะได้ภาษี 7 บาทในปีแรกๆ และปีที่เหลือเป็น 0 ... ตลอดกาล!!!


จะเห็นว่า crypto currency มีข้อเสียใหญ่ในมุมมองของรัฐถึง 2 ข้อ

และการปรับแก้ บังคับให้ส่งบัญชี crypto ด้วยนั้นดูจะวุ่นวายมากกว่า

ยิ่งมีระบบ cashless society ที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว

ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องมี crypto currency ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเลย!!



ศูนย์อาหารใต้ดิน

นอกจากเหตุผลข้างต้นที่เป็นสิ่งบนดินยังดูแย่ในสายตารัฐ

เหตุผลจากใต้ดินยิ่งหนักเข้าไปใหญ่


เพราะ cashless society นั้นสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ทั้งหมด

การฟอกเงินจะยาก และตามคนเกี่ยวข้องกับมาเฟีย/แก๊งค์อาชญากรรมได้ง่ายผ่านเส้นทางการเงิน

หากถูกจับได้เพียงคนเดียว อาจโดนลากออกมาทั้งแก๊งค์!!


ยิ่งถ้า cashless society ล้ำไปถึงข้อมูล biometric เหมือนที่จีน ใช้ใบหน้า จ่ายเงินแทน QR code กันแล้ว

โจรที่ถูกออกหมายจับจะหนีรอดยากมาก

https://www.blognone.com/node/95182


แต่ถ้า crypto currency เกิด

มันจะเป็นทางเลือกทางนึงของธุรกิจมืด ในการฟอกเงินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย

เนื่องจากเป็นการยากที่จะรู้ว่าใครเป็นใครในระบบ

เพราะระบบมันเก็บเจ้าของเงินเป็นค่า hash จึงไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นใคร


เรียกว่า อยู่บนดินก็ทำลายระบบเศรษฐกิจปกติ

อยู่ใต้ดินก็ส่งเสริมให้ธุรกิจใต้ดินเฟื่องฟูด้วย

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ถ้าจะมีรัฐบาลไหนที่เริ่มจะแบนเงิน crypto currency

ขึ้นอยู่กับรัฐนั้นรู้ตัวช้าหรือเร็ว


เพิ่มเติม:

ICO = IPO ของ Startup?

อีก keyword นึงที่เข้าใจผิดกันคือ Startup

Startup คือ กิจการใหม่

เหรียญใหม่ = กิจการใหม่รูปแบบนึง

ซื้อเหรียญ ICO = ลงทุนในกิจการใหม่เหมือน IPO

ถ้าเลือกเหรียญดีๆกิจการเจ๋งๆ เราจะได้มูลค่าเพิ่มหลายเท่ามาก จึงน่าลองเสี่ยง


แต่ๆๆๆ จริงๆแล้วการลงทุนใน Startup ที่แท้จริง

ต้องเป็นแบบ venture capital คือลงเงินแล้วได้เป็นหุ้นของกิจการ ครับ!!


แต่มี fund rising ที่มามั่วนิ่มใช้คำว่า"ระดมทุน" ในช่วงที่ Startup กำลังบูมสุดขีด

แต่ปรากฏว่าลงเงินแล้วจะแค่ได้สินค้าในราคาถูกพิเศษ

เหมือนๆกับ pre-order ตั้งแต่ยังไม่มีพิมพ์เขียว มีแต่ภาพ mock up

ซึ่งกลุ่มนี้ช่วงหลังๆ คนเริ่มรู้ว่าไม่ใช่การลงทุนแต่เป็นซื้อสินค้า จึงระดมเงินไม่ได้เลย

พอมีกระแส coin ก็เลยหันมาออก coin กัน


สังเกตว่า ICO ส่วนใหญ่สัญญาว่าจะใช้แลกสินค้าทั้งนั้น

แล้วหยอดคำหวานว่า ถ้าไม่รีบซื้อ เดี๋ยวราคา coin เค้าจะขึ้น


อ้าว ถ้า coin คุณขึ้น คนก็ไปซื้อสินค้า/บริการ จากเจ้าอื่นสิ!!

จะมาซื้อ coin แพงๆเพื่อมาแลกสินค้า/บริการคุณทำไม?


จริงๆแล้วการเอาเงินไปลงใน ICO

คือการลงทุนได้เป็นหุ้นส่วนของกิจการ Startup

หรือ เป็นการเก็งกำไรบนคูปองศูนย์อาหารที่ยังไม่เปิด??

13 March 2018

Dash (DASH)

Dash คืออะไร?


Dash หรือชื่อเดิม XCoin เป็นอีกหนึ่ง cryptocurrency ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนเมื่อปี 2014 

เป็นสกุลเงินแบบ open-source decentralized สร้างมาจากพื้นฐานซอฟต์แวร์ของ Bitcoin 

โดยเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆที่ Bitcoin ไม่มีลงไป เช่นการยืนยันธุรกรรมการเงินได้ทันที 

สามารถปกปิดธุรกรรมการเงินต่อบุคคลภายนอกได้ (เหมือน Zcash) และยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากอีกด้วย  


Dash มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านเหรียญ ซึ่ง ณ เวลานี้มีการค้นพบในระบบแล้ว 7.5 ล้านเหรียญ (ณ วันที่เขียน 13/8/2017)

และสามารถค้นพบจากการ mining จนถึงปี 2300


ครั้งเมื่อ Dash เปิดตัวในช่วงแรกๆ ทุกคนต่างคิดว่าเป็น scam เพราะ Dash ประสบปัญหามากมายอันเนื่องมาจาก bug ในตัวระบบ

Instamine คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งมันคือการที่ miner สามารถขุด Dash ได้จำนวนมากจากการคำนวณค่า Diff ที่ผิดพลาดของ code 

ส่งผลให้ช่วงสองสามวันแรก มีการขุด Dashi ไปถึง 2ล้านเหรียญเลยทีเดียว หรือคิดเป็นจำนวน 25% ของเหรียญทั้งหมดในปัจจุบัน 

รวมถึงเว็บไซต์รับเทรด Dash ในช่วงแรก ก็ถูกแฮกเกอร์ขโมยเหรียญออกไปเทขายบน POLONIEX เป็นจำนวนมาก

ถึงแม้จะเป็นการเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก แต่เหล่านักพัฒนาก็สามารถฝ่าฟันแก้ไขปัญหา

และพัฒนา Dash อย่างต่อเนื่อง จนมีฟีเจอร์ดีๆมากมายต่อผู้ใช้มาถึงปัจจุบัน


vdo อธิบาย Dash สั้นๆ

[Image: dash01.jpg]





การทำงานของ Dash


Dash แบ่งการทำงานของ network ออกเป็นสอง layer ดังนี้


  1. Miner จะทำหน้าที่ ตรวจสอบ, บันทึกธุรกรรมการเงินและควบคุมการสร้าง Block ขึ้นใหม่ในระบบ
  2. Masternode คือเครื่อง sever ที่ทำการรันซอฟต์แวร์ full Dash wallet ตลอด24ชั่วโมง  ซึ่ง Masternodes จะมีหน้าที่คอยเป็น layer ซัพพอร์ตฟีเจอร์หลักๆ
    เช่น PrivateSend, InstantSend, Decentralized Governance ซึ่งจะพูดถึงใน section ต่อไปว่าแต่ละอันคืออะไร



ฟีเจอร์เด่นๆของ Dash


PrivateSend - สามารถปกปิดข้อมูล wallet address ผู้ส่ง-ผู้รับและยอดธุรกรรมการเงินได้

ข้อดีของการปกปิดธุรกรรมการเงินคือ เราสามารถป้องกันการสอดส่องจากบุคคลที่เราไม่ต้องการ  เพิ่มความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยให้เรา 

รวมถึงทำให้ค่าเงิน Dash มีค่าเท่าเดิมตลอดและไม่สูญสลาย ซึ่งมันหมายความว่าอย่างไรหละ ? 

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น สมมติคุณทำการขายสินค้าชิ้นนึงในราคา 5 Bitcoin และลูกค้าได้โอนเงินจำนวนนั้นมาให้คุณ โดยคุณไม่รู้เลยว่ามันมาจากบัญชีที่ทำผิดกฎหมาย

ทีนี้เวลาถูกตรวจสอบ จะทำให้สามารถติดตามการโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีผิดกฎหมายได้ (เพราะ cryptocurrency ส่วนใหญ่แล้ว 

จะสามารถเข้่าถึงข้่อมูลธุรกรรมการเงินได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เรารู้ wallet address) จนมีสิทธิถึงขั้นไม่ยอมรับและระงับ 5 Bitcoin นั้น

เพราะถือว่าเป็นเงินที่เสียแล้วมาจากสิ่งผิดกฎหมาย เงินก็จะถูกตีตราว่าไม่มีค่าเท่าเดิม 

โดยความสามารถ PrivateSend มีข้อจำกัดในการโอนได้ครั้งละสูงสุดไม่เกิน 1000 Dash 


InstantSend - ความสามารถที่ทำให้ผู้ใช้งาน DASH สามารถโอนเงินหากันได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที

และป้องกันการ double spending อีกด้วย


Decentralized Governance - เพื่อเป็นการดึงดูดนักพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของ Dash อยู่ตลอดเวลา

Dash เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่ต้องการสร้างฟีเจอร์อะไรขึ้นมาพัฒนาDash 

สามารถส่งเนื้อหารายละเอียดโปรเจกต์ที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้ พร้อมงบ Dash ตามที่ต้องการได้ทุกๆเดือน 

โดยมีเหล่า Masternode เป็นผู้โหวตเห็นด้วยหรือไม่ 1vote = 1Masternode

ถ้าผลโหวตเห็นด้วยมากกว่าไม่เห็นด้วย เป็นจำนวนมากกว่า10% ของ Masternode ทั้งหมดในระบบ 

จะถึงว่าเป็นการอนุมัติโปรเจกต์นั้นและทำให้ผู้พัฒนาสามารถเอา Dash ไปได้ฟรีๆตามที่ขอไว้ 

เงินกองทุนของ Dash มาจากการหัก 10% ของค่าตอบแทนของการขุดทุกครั้ง ถ้าในรอบหนึ่งเดือนกองทุนไม่หมดจะถูกสะสมไปเรื่อยๆ


[Image: dash02.png]





Dash Mining


Dash มีรูปแบบการตอบแทนสำหรับการบันทึกธุรกรรมการเงินและสร้าง Block ขึ้นมาใหม่ 

โดยแบ่งเป็นดังนี้ Miner 45%, Masternode 45% และกองทุนสำหรับการพัฒนา Dash 10% 

ซึ่งค่าตอบแทนแบบ 100% ณ วันที่เขียนอยู่ประมาณ 3.5-4 Dash (ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่โอนของผู้ใช้และค่า Diff ในเวลานั้น)


[Image: dash03.png]


Mining - Dash ใช้ algorithm X11 ในการขุด (Proof of Work) 

ซึ่งรองรับ CPU, GPU และเครื่องขุดโดยเฉพาะ ASIC MINING 

สามารถเริ่มต้นศึกษา ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้, วิธีติดตั้ง, mining pool, รวมถึงเทคนิคต่างๆได้ ที่นี่ (เลือกให้ตรง hardware)


[Image: dash04.png]


Masternode - ไม่ได้เป็นการขุด แต่เป็นการทำหน้าที่ซัพพอร์ตฟีเจอร์หลักๆแทน ซึ่งผู้ที่จะวาง Masternode ได้นั้นต้องมีหลักประกัน 1000 Dash เก็บไว้ใน wallet

(ไม่ได้สูญหายไปไหนนะ อารมณ์เหมือนฝากธนาคารแล้วคอยรับดอกเบี้ย) จากนั้นทำการติดตั้ง full Dash wallet บนเครื่อง Linux sever ให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

พอเเริ่มการทำงาน Masternode ของเราจะถูกส่งไปอยู่ท้ายคิวของพวก Masternode ทั้งหมดเพื่อเรียงลำดับรับค่าตอบแทน  

ทุกครั้งที่ Miner ขุดได้ 10% แรกของหัวคิวจะถูกสุ่มรับค่าตอบแทนจำนวน 45% 

ถ้าเราอยู่หัวคิวแล้วพลาดโอกาสในรอบนั้นๆ รอบต่อๆไปเปอเซนต์ที่เราได้รับจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะได้รับค่าตอบแทน แล้วจะถูกส่งกลับไปท้ายคิวต่อไป 

เฉลี่ยสัปดาห์นึงเราได้ค่าตอบแทนประมาณ 2 Dash ต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นดอกเบี้ยทั้งปีโดยประมาณ 110 Dash (จากการคำนวณเฉลี่ยของปี 2016 )

ซึ่งปัจจุบันมี Masternode เพียง 4600 node ทั่วโลก 

ถ้าสนใจจะวาง Masternode เริ่มศึกษาวิธีติดตั้งและดำเนินการต่างๆได้ ที่นี่ 





เว็บไซต์ที่รองรับการซื้อ-ขาย Dash (ราคา ณ วันที่เขียน 1Dash ประมาณ 7000บาท)


bx.in.th, POLONIEX, BITTREX, Bitfinex, KRAKEN


และอื่นๆสามารถดูตาม volume ซื้อขายรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาได้ ที่นี่





Wallet สำหรับเก็บ Dash แบ่งตามแพลตฟอร์มดังนี้


Desktop (Windows & Mac & Linux)  -   Jaxx, Exodus, Dash Core

Mobile    (Android & iOS)                  -   Jaxx, Dash wallet Android, Dash wallet iOs

Hardware wallet                               -    KeepKey, Ledger Nano, Trezor

Paper wallet                                      -   PaperDash


[Image: dash05.jpg]





เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Dash

  • 3 ปีแรกหลังจากเปิดตัว Dashมีมูลค่าไม่เคยเกิน 20 ดอลล่าสหรัฐต่อ 1Dash แต่ปี 2017 นี้ สามารถขยับขึ้นไปอยู่ top10 ของตลาดcryptocurrency
    และมีมูลค่าสูงถึง 200 ดอลล่าสหรัฐหรือคิดเป็นการเติบโตถึง 900% เลยทีเดียว
  • มีการวางแผนอนาคต roadmap ที่เคลียและชัดเจน ตราบใดที่ Bitcoin, Litecoin หรือ Ether ยังไม่สามารถโอนเงินหากันได้อย่างรวดเร็วและปกปิดธุรกรรมการเงิน
    Dash ยังดูเหนือกว่าในเรื่องการใช้งาน
  • เป็น cryptocurrency แรกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จาก Decentralize Governance
    ตัวอย่างเช่นการโหวตขอเพิ่มขนาด block เป็น 2mb หรือ Segwit ใน  Bitcoin นั่นเอง สามารถผ่านมติเอกฉันท์สำเร็จในเวลาเพียงแค่24ชม. ตั้งแต่เดือนมกราปี 2015
  • จริงๆการขอทุนจากระบบ Decentralize Governance ไม่จำเป็นต้องเป็นการเขียนซอฟต์แวร์อย่างเดียวก็ได้ จะเป็นการทำเว็บไซต์ให้ความรู้หรือ vdo ลง youtube ให้ความรู้ก็ได้เช่นกัน ถ้าคุณมีการเขียนนำเสนอที่ดีและดึงดูดให้ Masternode เชื่อและโหวตคุณ
  • ปัจจุบันกองทุน Dash ยังเหลือมูลค่ารวมให้ขอทุนทำโปรเจกต์อีก 7000 Dash และโดยเฉลี่ยทุกเดือนจะมี Dash มาเพิ่มอีก 1000 Dash
  • Masternode ไม่ได้ถูกยึดหลักประกันจำนวน 1000 Dash แถมเราสามารถเอาออกไปใช้ได้อีกด้วย เพียงแต่ว่าถ้ามีมูลค่าใน wallet น้อยกว่าที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิ์ Masternode ทันทีจนกว่าจะเติมให้ครบ 1000 ใหม่
  • Dash Evolution เป็นอีกโปรเจกต์ย่อยที่กำลังพัฒนาอยู่ โดยหลักการทำงานจะคล้ายๆ Paypal แต่อยู่พัฒนาอยู่บนระบบของ Dash แทน ตัวอย่างเช่น
    เปลี่ยนเลข wallet จากตัวเลข hash เป็นชื่อคนให้จำง่ายๆ เวลาโอนเงินก็แค่บอกชื่อคนนั้นๆ หรือถ้าคนรับนั้นๆไม่มี wallet ก็ไม่เป็นไร
    ครั้งคนรับสมัคร wallet ทีหลัง ก็จะมีเงินขึ้นมาให้เลยในบัญชี จึงสามารถเข้าถึงคนทั่วไปและเจ้าของร้านค้าได้ง่าย มี application ซัพพอร์ตทุกแพลตฟอร์ม คาดว่าจะเปิดตัวเวอร์ชั่น alpha ปลายปี 2017

[Image: dash06.png]





ทิ้งท้าย

  • เว็บไซต์หลัก Dash
  • สามารถติดตามข่าวสารรายสัปดาห์ของ Dash ได้ ที่นี่
  • Dash roadmap จะพัฒนาต่อยอดอะไรเมื่อไหร่ดูได้ ที่นี่
  • สำหรับร้านค้าที่อยากรับ Dash เพิ่มอีกช่องทางการขายสามารถเริ่มศึกษาดูได้ ที่นี่
  • ข้อมูล stats ทั้งหมดเกี่ยวกับ Dash ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาดูได้ ที่นี่
  • ทิ้งท้ายข้อมูลอัดแน่นทุกอย่างที่คุณต้องการคำตอบดูได้ ที่นี่

13 March 2018

Litecoin (LTC)

สกุลเงินคริปโต Litecoin

  • เป็นอีกสกุลเงินที่ทำงานบนระบบบล็อกเชน 100% โดยไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งควบคุม
  • ทุกคนสามารถมีสิทธิ์เข้าดูซอร์สโค๊ดที่พัฒนา Litecoin ได้อย่างโปร่งใส
  • Litecoin มีค่าธรรมเนียมในการโอนหากันที่ถูกกว่าบิทคอยน์
  • มีความเร็วในการยืนยัน transaction โดยเฉลี่ย 2.5 นาที (เร็วกว่าบิทคอยน์ 4 เท่า)
  • มีจำนวนจำกัดทั้งระบบที่ 84 ล้านเหรียญ (มากกว่าบิทคอยน์ 4 เท่าเช่นกัน) ปัจจุบัน ณ วันที่เขียน Litecoin ถูกค้นพบแล้วทั้งสิ้นประมาณ 52 ล้านเหรีญ
  • ได้ทำการเพิ่มฟีเจอร์ Segwit เป็นส่วนนึงของระบบเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ใช้ทรัพยากรในการขุดและรองรับ transaction ต่อวินาทีได้มากยิ่งขึ้น
  • มี security ที่ปลอดภัยกว่าบิทคอยน์
  • แต่สถาปัตยกรรมโครงสร้างระบบถือว่าออกแบบมาเหมือนกัน ทำให้เวลามีโปรโตคอลหรือฟีเจอร์ใหม่ๆมักจะเข้ากันได้ทั้ง Bitcoin และ Litecoin

vdo อธิบายเพิ่มเติม

[Image: litecoin.jpg]




Litecoin มาจากไหน


เป็นสกุลเงินคริปโตที่สามารถขุดได้ด้วยอัลกอริทึม Scrypt

ทุกๆครั้งที่มี node ในระบบทำการตรวจสอบ transaction สำเร็จ จะทำให้ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 25 litecoin (ปี2017)

ในอีก 2 ปีข้างหน้าค่าตอบแทนจะลดลงครึ่งนึงเหลือ 12.5 ตาม กฎการลดลงของอัตราตอบแทนการขุด litecoin

และ litecoin คาดการณ์ว่าจะขุดได้จนถึงปี 2142 หรืออีกประมาณ 100 กว่าปีนั่นเอง


vdo กฎการลดลงของอัตราตอบแทนการขุด

[Image: litecoin-rig.jpg]




ซื้อ Litecoin ได้ที่ไหน? (ราคา ณ วันที่เขียน 1 LTC ประมาณ 1400บาท)


(ตัวอย่าง)

  • bitstamp.net     ใช้บัตรเครดิตซื้อได้เลย
  • poloniex.com    กระดาน trading โดยที่เราต้องใช้บิทคอยน์ในการซื้อ
  • bx.in.th             ใช้บิทคอยน์ในการซื้อขายเช่นกัน (แต่ volume อาจไม่เยอะเท่าไหร่นัก)

[Image: litecoin-vs-bitcoin.jpeg]




ตัวอย่าง Wallet สำหรับ Litecoin

  • Electrum      สำหรับระบบ Windows และ Mac
  • LoafWallet   สำหรับมือถือ IOS (ส่วน Android อยู่ในช่วงbeta สนใจทดลองใช้ได้ ที่นี่)
  • LiteVault      สำหรับ Website wallet
  • Trezor          สำหรับ Hardware wallet

หรือถ้าต้องการจดใส่กระดาษก็สามารถสร้างบัญชีและรหัสผ่านได้ ที่นี่ เลย (เลื่อนเมาส์ไปทั่วๆหน้าจอจนกว่าการสุ่มชื่อบัญชีจะสมบูรณ์)




ความคิดเห็นต่อสกุลเงินคริปโต Litecoin

  • Charlie Lee ผู้สร้าง Litecoin  (ปริญญาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ 2ฉบับจาก MIT, อดีตสุดยอดวิศวกรของ Google และอดีต Engineer Director ของ Coinbase)
    ได้กลับมาดูแลสกุลเงินคริปโตนี้เต็มตัวอีกที หลังจากลาออกจากการทำงานที่ Coinbase เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
  • เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Litecoin ทำการเพิ่มฟีเจอร์ Segwit เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ทำให้มูลค่ารวมของเหรียญขึ้นมาอยู่ใน Top5 ของตลาด cryptocurrency
  • และมีแนวโน้มว่าจะรองรับ ฟีเจอร์ Lightning Network เร็วๆนี้ด้วย ในขณะที่ Bitcoin ยังคงถกเถียงกันต่อไปว่าจะใช้ Segwit2 รึไม่
  • Ligtning Network คือโปรโตคอลที่สร้างบนระบบบล้อกเชนอีกที โดยการเปลี่ยนจาก 1way transaction เป็น 2way transaction
    โดยประโยชน์ของมันคือการรองรับ transaction ได้มากขึ้น10-100เท่า และ ลดจำนวนการเติบโตของบล็อกในระบบได้อีกด้วย
  • Litecoin มีคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่คอยซัพพอร์ท และมีความเห็นที่ตรงกันในเรื่องการพัฒนาระบบ จึงทำให้ move fast กว่า
  • ในสถานการณ์เดือนนี้ดูเหมือน Litecoin ราคาจะพุ่งสวนทางไปได้ดี เมื่อเทียบกับสกุลเงินคริปโตอันดับ1อย่าง Bitcoin และอันดับ2อย่าง Ethereum อย่างเห็นได้ชัด (เหมือนนักลงทุนเริ่มทยอยถอนออกจากสกุลเงินดังกล่าว จากท่าทีที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับ direction ของระบบในอนาคต)
  • แต่สิ่งที่อยากให้คิดทิ้งท้ายคือ ถ้าสมมติว่า Bitcoin หันมาใช้ Segwit2x และ Lightning Network ทั้งระบบ แล้วทีนี้ Litecoin ก็แทบไม่ต่างอะไรกับ Bitcoin แถมมีมูลน้อยกว่าด้วย

ตัวอย่าง Ligtining Network โอนเงินจากสวิตเซอร์แลนด์ไปอเมริกาในเวลาไม่ถึง 1 วินาที

[Image: litecoin-lm.png]

*ราคาช่วง 1/6/2017 - 15/7/2017



ทิ้งท้าย

13 March 2018

Bitcoin Cash (BCH)

Bitcoin Cash (BCH)


          Bitcoin Cash สกุลเงินดิจิทัลน้องใหม่มาแรงที่ถือกำเนิดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสกุลเงินที่แยกตัวออกมาจาก Bitcoin (BTC) เนื่องจากความขัดแย้งกันของกลุ่มผู้พัฒนาที่ต้องการให้ Bitcoin มีค่าโอนที่ต่ำลงและโอนได้รวดเร็วขึ้น จึงมีบางส่วนตัดสินใจออกมาทำสกุลเงินใหม่อย่าง Bitcoin Cash ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า Bitcoin Cash ประสบความสำเร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะใช้เวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งปี ก็สามารถขึ้นมาเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นลำดับต้น ๆ ได้สำเร็จ ทั้งนี้ ปัจจุบัน (เดือนธันวาคม พ.ศ. 2560) Bitcoin Cash มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจาก Bitcoin และ Ethereum เท่านั้น 


เงินดิจิทัล


          อย่างไรก็ตาม ต้องขอเตือนก่อนว่าแม้ปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลจะเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว แต่ในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลทุกชนิด หมายความว่าถ้าเกิดความเสียหายอะไรขึ้นมา จะไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามารับผิดชอบนะ  ดังนั้นใครที่คิดเข้ามาซื้อ-ขาย เก็งกำไร หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ กับสกุลเงินดิจิทัล ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยตัวเอง

13 March 2018