FEEDS

News & Article From DPBits

Crypto Currency

หน่วยงานกฎหมายต่างประเทศ ได้ใช้ Blockchain หาตัวตนผู้ต้องสงสัยผ่านการทำธุรกรรมคริปโต

คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าการใช้ Bitcoin จะทำให้การทำธุรกรรมนั้นตามตัวได้ยาก แต่ความจริงแล้ว การติดตามการทำธุรกรรมของ Bitcoin นั้นอาจจะง่ายกว่าที่หลาย ๆ คนคิดไว้


อ้างอิงจาก VICE News เมื่อเดือนที่ผ่านมา ในแถลงการณ์พิเศษหน่วยงานด้านกฎหมาย พวกเขาได้อธิบายว่า ได้ใช้เทคโนโลยี Blockchain (เทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin) ในการติดตาม และระบุตัวตนของผู้ต้องสงสัยว่าผ่านการทำธุรกรรมคริปโตได้อย่างไร


นาย Tim Cotten หนึ่งในนักพัฒนา Blockchain เคยตามดูที่มาของการทำธุรกรรม Bitcoin จนเจอว่าเป็นการทำธุรกรรมของหน่วยข่าวกรองของรัสเซีย โดยเพียงแค่ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในสาธารณะเท่านั้น นาย Cotten ได้อธิบายว่า ใคร ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน หากมีความรู้นิดหน่อย


เนื่องจากทุก ๆ รายการของการทำธุรกรรมบนเครือข่าย Bitcoin นั้นจะถูกบันทึกไว้ในบัญชีสาธารณะ หน่วยงานด้านกฎหมายเลยใช้ตรงจุดนั้นในการหาต้นตอของการทำธุรกรรมได้ และหากมีความสามารถมากพอ คุณจะสามารถรู้ได้เลยว่า Bitcoin ถูกซื้อที่ไหน และใช้ Bitcoin ในการซื้อบริการที่ไหน


การติดตามต้นตอดังกล่าวเป็นไปได้ เนื่องจากผู้ที่ขาย Bitcoin เช่น Coinbase จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ซื้อเป็นปกติอยู่แล้ว และด้วยอำนาจด้านกฎหมาย หน่วยงานก็สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งจะทำให้ง่ายขึ้นไปอีกที่จะตามตัวเจ้าของธุรกรรม


เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปปง. ของไทยประกาศว่าพวกเขาอาจจะทำการสร้าง Wallet เพื่อต่อต้านการฟอกเงินโดยเฉพาะ เพื่อที่จะใช้อายัดทรัพย์คริปโต หากมีการเข้าไปพัวพันกับคดีผิดกฎหมาย






ที่มา : https://siamblockchain.com

18 September 2018

Ripple คืออะไรแบบสั้นๆ และทำไมธนาคารถึงสนใจกันนัก

Ripple (XRP)


          Ripple เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เปิดตัวได้เพียงไม่นานเมื่อปี 2557 แต่กลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากนักลงทุนและสถาบันการเงินต่าง ๆ ด้วยการที่ Ripple ใช้เทคโนโลยีที่ต่างจากสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ทำให้ไม่สามารถขุดได้ แต่จะมีบริษัท Ripple ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมปริมาณเงินในระบบ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นในเสถียรภาพของสกุลเงินดิจิทัลนี้ ซึ่งจะเห็นว่ามีบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายแห่งที่ให้การยอมรับ Ripple เช่น Google, SBI Group, Standard Chartered และ Seagate เป็นต้น ขณะเดียวกัน Ripple ก็ได้นำเทคโนโลยี Blockchain มาพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาการโอนเงินระหว่างประเทศ ให้ธนาคารทั่วโลกสามารถเชื่อมถึงกันได้โดยตรงอีกด้วย


เงินดิจิทัล

          ทำให้สถาบันการเงินในไทย อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ ได้มีการเข้าไปลงทุนกับ Ripple ศึกษาการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) เพื่อพัฒนาการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบออนไลน์ให้สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการทดลองโอนเงินจากญี่ปุ่นมาไทย พบว่าใช้เวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 วัน ทั้งหมดยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Ripple เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับวงการเงินทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย 


 เงินดิจิทัล

13 March 2018

Etherreum (ETH)


Ethereum คืออะไร


Ethereum คือ Decentralize technology ถูกพัฒนามาจากคอนเซปบล๊อกเชน เพื่อมาลบข้อเสีย centralization ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น 

  • เราสามารถสร้าง application อะไรก็ได้ขึ้นมาเช่น social network, ธุรกรรมทางการเงิน, แพลตฟอร์มเกม บนเทคโนโลยี ethereum
    ซึ่งเราสามารถเขียนโปรแกรมให้ทำงานและมีฟีเจอร์ฺได้เหมือนเวอร์ชั่นปกติทั่วไปเลย
  • เพียงแต่ว่าจะทำเก็บข้อมูลทุกอย่างบนระบบเนตเวิร์คและแชร์ข้อมูลหากัน(smart contract) ซึ่งระบบเนตเวิร์คก็จะประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องที่มีคนนำมาวางซัพพอร์ตไว้ในระบบ คล้ายๆเหมืองบิทคอยน์
  • ethereum ถูกสร้างขึ้นบนซอฟต์แวร์ระบบเปิดเหมือนบิทคอยน์เช่นกัน ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าดูความโปร่งใสของตัวโค้ดได้

vdo อธิบายเพิ่มเติม



สกุลเงิน Ether(ETH) ??

  • เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี Ethereum
  • นำมาเป็นค่าใช้จ่ายให้กับชาวเหมือง ในการเอา application ที่สร้างขึ้นไปทำงานบนระบบ Ethereum
  • ในตอนนี้ Ether ยังไม่มีการจำกัดจำนวนในระบบ
  • ใช้เวลาราวๆ 12 วินาทีในการยืนยัน transaction เวลาโอนเงินหากัน

[Image: ether.jpg]



Ether มาจากไหน

  • ในปี2014 ได้มีการริเริ่มระดมทุนเรื่องเทคโนโลยี Ethereum ทำให้มีการสร้าง Ether จำนวน60ล้านเหรียญขึ้นมาในระบบเผื่อเป็นการตอบแทนแก่ผู้มีส่วนร่วมระดมทุน(ICO)ในครั้งนั้น
  • 12 ล้านเหรียญถูกแบ่งมอบให้ Ethereum Foundation เพื่อเป็นการส่งเสริมเหล่าผู้พัฒนาและค้นคว้าวิจัยต่อไป
  • เหมือนกับ bitcoin ทุกๆครั้งที่มีการตรวจสอบและบันทึก transaction ลงในระบบ
    5 ether จะถูกส่งให้เป็นค่าตอบแทน(คล้ายๆหลักการค่าตอบแทนเหมืองบิทคอยน์)
  • ซึ่งหมายความว่าใน1ปี ether เกิดขึ้นใหม่ในระบบประมาณไม่เกิน 18ล้านเหรียญ จากค่าตอบแทนการตรวจสอบtransaction


สามารถซื้อ Ether ได้ที่ไหนบ้าง


(ตัวอย่าง)

  • bx.in.th - กระดานบอร์ดคริปโตเทรดดิ้ง (ไทย)
  • cex.io - สามารถซื้อด้วยบัตรเครดิตได้ (สหรัฐ)
  • coinmama.com - สามารถซื้อด้วยบัตรเครดิตได้ (สหรัฐ)


เก็บ Ether ไว้ที่ไหนดี


เหมือนๆกับบิทคอยน์ เว็บไซต์ที่ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายบิทคอยน์จะมีบัญชีส่วนตัวให้อยู่แล้ว 

แต่ถ้าเราเลือกที่อยากเก็บไว้กับตัวเอง เราสามารถเก็บในกระเป๋า wallet ส่วนตัวของเราได้เช่นกัน

โดยมีให้เราเลือกหลากหลายแพลตฟอร์มทั้ง desktop, smart phone หรือ web application 

มีข้อแม้ว่าต้องเก็บรักษารหัสผ่านหรือ private key ของ ether account เป็นอย่างดี เพราะถ้าเกิดหายขึ้นมาจริงๆเราจะไม่สามารถกู้คืนได้เลย


(ตัวอย่าง)

  • Jaxx - smart phone application
  • Exodus - desktop application
  • MyEtherWallet - website application (ถ้าต้องการความรวดเร็วและใช้งานง่าย แนะนำอันนี้)
  • Ledger Nano - hardware wallet

[Image: ledger-nano-s.jpg]



สรุปจุดเด่นของเทคโนโลยีEthereum และ สกุลเงินEther

  • นำ concept บิทคอยน์มาพัฒนาต่อยอด เพิ่มความสามารถมากกว่าการเป็นแค่สกุลเงินคริปโต ที่ไว้ใช้แลกเปลี่ยนอย่างเดียว
  • ณ ปัจจุบันมีหลายโปรเจกต์และ Start up ที่กำลังดำเนินการสร้างด้วยการใช้เทคโนโลยีนี้ เป็นจำนวนมาก
  • สกุลเงินEther มีความรวดเร็วในการตรวจสอบ transaction โดยเฉลี่ยอยู่ที่แค่12วินาที เมื่อเปรียบเทียบ10นาทีของ Bitcoin
  • บริษัทชั้นนำทั่วโลกให้การสนับสนุนเป็นพาร์ทเนอร์เทคโนโลยีEthereum อย่างเช่น Microsoft, Intel, Thomson Reuter, Accenture เป็นต้น
  • เว็บไซต์หลัก Ethereum ดูได้ ที่นี่

13 March 2018

Dash (DASH)

Dash คืออะไร?


Dash หรือชื่อเดิม XCoin เป็นอีกหนึ่ง cryptocurrency ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนเมื่อปี 2014 

เป็นสกุลเงินแบบ open-source decentralized สร้างมาจากพื้นฐานซอฟต์แวร์ของ Bitcoin 

โดยเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆที่ Bitcoin ไม่มีลงไป เช่นการยืนยันธุรกรรมการเงินได้ทันที 

สามารถปกปิดธุรกรรมการเงินต่อบุคคลภายนอกได้ (เหมือน Zcash) และยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากอีกด้วย  


Dash มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านเหรียญ ซึ่ง ณ เวลานี้มีการค้นพบในระบบแล้ว 7.5 ล้านเหรียญ (ณ วันที่เขียน 13/8/2017)

และสามารถค้นพบจากการ mining จนถึงปี 2300


ครั้งเมื่อ Dash เปิดตัวในช่วงแรกๆ ทุกคนต่างคิดว่าเป็น scam เพราะ Dash ประสบปัญหามากมายอันเนื่องมาจาก bug ในตัวระบบ

Instamine คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งมันคือการที่ miner สามารถขุด Dash ได้จำนวนมากจากการคำนวณค่า Diff ที่ผิดพลาดของ code 

ส่งผลให้ช่วงสองสามวันแรก มีการขุด Dashi ไปถึง 2ล้านเหรียญเลยทีเดียว หรือคิดเป็นจำนวน 25% ของเหรียญทั้งหมดในปัจจุบัน 

รวมถึงเว็บไซต์รับเทรด Dash ในช่วงแรก ก็ถูกแฮกเกอร์ขโมยเหรียญออกไปเทขายบน POLONIEX เป็นจำนวนมาก

ถึงแม้จะเป็นการเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก แต่เหล่านักพัฒนาก็สามารถฝ่าฟันแก้ไขปัญหา

และพัฒนา Dash อย่างต่อเนื่อง จนมีฟีเจอร์ดีๆมากมายต่อผู้ใช้มาถึงปัจจุบัน


vdo อธิบาย Dash สั้นๆ

[Image: dash01.jpg]





การทำงานของ Dash


Dash แบ่งการทำงานของ network ออกเป็นสอง layer ดังนี้


  1. Miner จะทำหน้าที่ ตรวจสอบ, บันทึกธุรกรรมการเงินและควบคุมการสร้าง Block ขึ้นใหม่ในระบบ
  2. Masternode คือเครื่อง sever ที่ทำการรันซอฟต์แวร์ full Dash wallet ตลอด24ชั่วโมง  ซึ่ง Masternodes จะมีหน้าที่คอยเป็น layer ซัพพอร์ตฟีเจอร์หลักๆ
    เช่น PrivateSend, InstantSend, Decentralized Governance ซึ่งจะพูดถึงใน section ต่อไปว่าแต่ละอันคืออะไร



ฟีเจอร์เด่นๆของ Dash


PrivateSend - สามารถปกปิดข้อมูล wallet address ผู้ส่ง-ผู้รับและยอดธุรกรรมการเงินได้

ข้อดีของการปกปิดธุรกรรมการเงินคือ เราสามารถป้องกันการสอดส่องจากบุคคลที่เราไม่ต้องการ  เพิ่มความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยให้เรา 

รวมถึงทำให้ค่าเงิน Dash มีค่าเท่าเดิมตลอดและไม่สูญสลาย ซึ่งมันหมายความว่าอย่างไรหละ ? 

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น สมมติคุณทำการขายสินค้าชิ้นนึงในราคา 5 Bitcoin และลูกค้าได้โอนเงินจำนวนนั้นมาให้คุณ โดยคุณไม่รู้เลยว่ามันมาจากบัญชีที่ทำผิดกฎหมาย

ทีนี้เวลาถูกตรวจสอบ จะทำให้สามารถติดตามการโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีผิดกฎหมายได้ (เพราะ cryptocurrency ส่วนใหญ่แล้ว 

จะสามารถเข้่าถึงข้่อมูลธุรกรรมการเงินได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เรารู้ wallet address) จนมีสิทธิถึงขั้นไม่ยอมรับและระงับ 5 Bitcoin นั้น

เพราะถือว่าเป็นเงินที่เสียแล้วมาจากสิ่งผิดกฎหมาย เงินก็จะถูกตีตราว่าไม่มีค่าเท่าเดิม 

โดยความสามารถ PrivateSend มีข้อจำกัดในการโอนได้ครั้งละสูงสุดไม่เกิน 1000 Dash 


InstantSend - ความสามารถที่ทำให้ผู้ใช้งาน DASH สามารถโอนเงินหากันได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที

และป้องกันการ double spending อีกด้วย


Decentralized Governance - เพื่อเป็นการดึงดูดนักพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของ Dash อยู่ตลอดเวลา

Dash เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่ต้องการสร้างฟีเจอร์อะไรขึ้นมาพัฒนาDash 

สามารถส่งเนื้อหารายละเอียดโปรเจกต์ที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้ พร้อมงบ Dash ตามที่ต้องการได้ทุกๆเดือน 

โดยมีเหล่า Masternode เป็นผู้โหวตเห็นด้วยหรือไม่ 1vote = 1Masternode

ถ้าผลโหวตเห็นด้วยมากกว่าไม่เห็นด้วย เป็นจำนวนมากกว่า10% ของ Masternode ทั้งหมดในระบบ 

จะถึงว่าเป็นการอนุมัติโปรเจกต์นั้นและทำให้ผู้พัฒนาสามารถเอา Dash ไปได้ฟรีๆตามที่ขอไว้ 

เงินกองทุนของ Dash มาจากการหัก 10% ของค่าตอบแทนของการขุดทุกครั้ง ถ้าในรอบหนึ่งเดือนกองทุนไม่หมดจะถูกสะสมไปเรื่อยๆ


[Image: dash02.png]





Dash Mining


Dash มีรูปแบบการตอบแทนสำหรับการบันทึกธุรกรรมการเงินและสร้าง Block ขึ้นมาใหม่ 

โดยแบ่งเป็นดังนี้ Miner 45%, Masternode 45% และกองทุนสำหรับการพัฒนา Dash 10% 

ซึ่งค่าตอบแทนแบบ 100% ณ วันที่เขียนอยู่ประมาณ 3.5-4 Dash (ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่โอนของผู้ใช้และค่า Diff ในเวลานั้น)


[Image: dash03.png]


Mining - Dash ใช้ algorithm X11 ในการขุด (Proof of Work) 

ซึ่งรองรับ CPU, GPU และเครื่องขุดโดยเฉพาะ ASIC MINING 

สามารถเริ่มต้นศึกษา ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้, วิธีติดตั้ง, mining pool, รวมถึงเทคนิคต่างๆได้ ที่นี่ (เลือกให้ตรง hardware)


[Image: dash04.png]


Masternode - ไม่ได้เป็นการขุด แต่เป็นการทำหน้าที่ซัพพอร์ตฟีเจอร์หลักๆแทน ซึ่งผู้ที่จะวาง Masternode ได้นั้นต้องมีหลักประกัน 1000 Dash เก็บไว้ใน wallet

(ไม่ได้สูญหายไปไหนนะ อารมณ์เหมือนฝากธนาคารแล้วคอยรับดอกเบี้ย) จากนั้นทำการติดตั้ง full Dash wallet บนเครื่อง Linux sever ให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

พอเเริ่มการทำงาน Masternode ของเราจะถูกส่งไปอยู่ท้ายคิวของพวก Masternode ทั้งหมดเพื่อเรียงลำดับรับค่าตอบแทน  

ทุกครั้งที่ Miner ขุดได้ 10% แรกของหัวคิวจะถูกสุ่มรับค่าตอบแทนจำนวน 45% 

ถ้าเราอยู่หัวคิวแล้วพลาดโอกาสในรอบนั้นๆ รอบต่อๆไปเปอเซนต์ที่เราได้รับจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะได้รับค่าตอบแทน แล้วจะถูกส่งกลับไปท้ายคิวต่อไป 

เฉลี่ยสัปดาห์นึงเราได้ค่าตอบแทนประมาณ 2 Dash ต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นดอกเบี้ยทั้งปีโดยประมาณ 110 Dash (จากการคำนวณเฉลี่ยของปี 2016 )

ซึ่งปัจจุบันมี Masternode เพียง 4600 node ทั่วโลก 

ถ้าสนใจจะวาง Masternode เริ่มศึกษาวิธีติดตั้งและดำเนินการต่างๆได้ ที่นี่ 





เว็บไซต์ที่รองรับการซื้อ-ขาย Dash (ราคา ณ วันที่เขียน 1Dash ประมาณ 7000บาท)


bx.in.th, POLONIEX, BITTREX, Bitfinex, KRAKEN


และอื่นๆสามารถดูตาม volume ซื้อขายรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาได้ ที่นี่





Wallet สำหรับเก็บ Dash แบ่งตามแพลตฟอร์มดังนี้


Desktop (Windows & Mac & Linux)  -   Jaxx, Exodus, Dash Core

Mobile    (Android & iOS)                  -   Jaxx, Dash wallet Android, Dash wallet iOs

Hardware wallet                               -    KeepKey, Ledger Nano, Trezor

Paper wallet                                      -   PaperDash


[Image: dash05.jpg]





เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Dash

  • 3 ปีแรกหลังจากเปิดตัว Dashมีมูลค่าไม่เคยเกิน 20 ดอลล่าสหรัฐต่อ 1Dash แต่ปี 2017 นี้ สามารถขยับขึ้นไปอยู่ top10 ของตลาดcryptocurrency
    และมีมูลค่าสูงถึง 200 ดอลล่าสหรัฐหรือคิดเป็นการเติบโตถึง 900% เลยทีเดียว
  • มีการวางแผนอนาคต roadmap ที่เคลียและชัดเจน ตราบใดที่ Bitcoin, Litecoin หรือ Ether ยังไม่สามารถโอนเงินหากันได้อย่างรวดเร็วและปกปิดธุรกรรมการเงิน
    Dash ยังดูเหนือกว่าในเรื่องการใช้งาน
  • เป็น cryptocurrency แรกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จาก Decentralize Governance
    ตัวอย่างเช่นการโหวตขอเพิ่มขนาด block เป็น 2mb หรือ Segwit ใน  Bitcoin นั่นเอง สามารถผ่านมติเอกฉันท์สำเร็จในเวลาเพียงแค่24ชม. ตั้งแต่เดือนมกราปี 2015
  • จริงๆการขอทุนจากระบบ Decentralize Governance ไม่จำเป็นต้องเป็นการเขียนซอฟต์แวร์อย่างเดียวก็ได้ จะเป็นการทำเว็บไซต์ให้ความรู้หรือ vdo ลง youtube ให้ความรู้ก็ได้เช่นกัน ถ้าคุณมีการเขียนนำเสนอที่ดีและดึงดูดให้ Masternode เชื่อและโหวตคุณ
  • ปัจจุบันกองทุน Dash ยังเหลือมูลค่ารวมให้ขอทุนทำโปรเจกต์อีก 7000 Dash และโดยเฉลี่ยทุกเดือนจะมี Dash มาเพิ่มอีก 1000 Dash
  • Masternode ไม่ได้ถูกยึดหลักประกันจำนวน 1000 Dash แถมเราสามารถเอาออกไปใช้ได้อีกด้วย เพียงแต่ว่าถ้ามีมูลค่าใน wallet น้อยกว่าที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิ์ Masternode ทันทีจนกว่าจะเติมให้ครบ 1000 ใหม่
  • Dash Evolution เป็นอีกโปรเจกต์ย่อยที่กำลังพัฒนาอยู่ โดยหลักการทำงานจะคล้ายๆ Paypal แต่อยู่พัฒนาอยู่บนระบบของ Dash แทน ตัวอย่างเช่น
    เปลี่ยนเลข wallet จากตัวเลข hash เป็นชื่อคนให้จำง่ายๆ เวลาโอนเงินก็แค่บอกชื่อคนนั้นๆ หรือถ้าคนรับนั้นๆไม่มี wallet ก็ไม่เป็นไร
    ครั้งคนรับสมัคร wallet ทีหลัง ก็จะมีเงินขึ้นมาให้เลยในบัญชี จึงสามารถเข้าถึงคนทั่วไปและเจ้าของร้านค้าได้ง่าย มี application ซัพพอร์ตทุกแพลตฟอร์ม คาดว่าจะเปิดตัวเวอร์ชั่น alpha ปลายปี 2017

[Image: dash06.png]





ทิ้งท้าย

  • เว็บไซต์หลัก Dash
  • สามารถติดตามข่าวสารรายสัปดาห์ของ Dash ได้ ที่นี่
  • Dash roadmap จะพัฒนาต่อยอดอะไรเมื่อไหร่ดูได้ ที่นี่
  • สำหรับร้านค้าที่อยากรับ Dash เพิ่มอีกช่องทางการขายสามารถเริ่มศึกษาดูได้ ที่นี่
  • ข้อมูล stats ทั้งหมดเกี่ยวกับ Dash ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาดูได้ ที่นี่
  • ทิ้งท้ายข้อมูลอัดแน่นทุกอย่างที่คุณต้องการคำตอบดูได้ ที่นี่

13 March 2018

รู้จัก Ethereum เงินดิจิทัลมาแรง ที่หลายคนต่างจับตามอง !

 Ethereum คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้คิดค้น ทำไมถึงได้รับการพูดถึงเป็นจำนวนมาก มาเริ่มทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กัน

          หากใครติดตามข่าวสารในแวดวงการเงินในช่วงนี้ คงจะคุ้นหูกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง "Ethereum หรือ อีเธอร์เลียม" อยู่บ้าง เพราะมีประเด็นให้พูดถึงกันตลอด ไม่แพ้สกุลเงินรุ่นพี่อย่าง Bitcoin เลย แต่เชื่อว่าคงยังมีคนสงสัยว่า Ethereum มีความพิเศษและแตกต่างจากเงินดิจิทัลสกุลอื่นอย่างไร ทำไมหลายคนต่างจับตามองและได้รับความสนใจ วันนี้กระปุกดอทคอม มีคำตอบมาฝากกัน 



Ethereum คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?


          Ethereum (ETH) เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัล (Cypto currency) ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ สกุลเงิน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Vitalik Buterin เด็กหนุ่มอัจฉริยะชาวรัสเซีย ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ในทีมพัฒนาของ Bitcoin ก่อนจะแยกตัวออกมาสร้าง Ethereum ในปี 2556 


อีเธอร์เลียม
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Vitalik Buterin

          โดยทีมพัฒนาต้องการให้ Ethereum สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกับ Bitcoin แต่ปรับปรุงข้อบกพร้องต่าง ๆ และเพิ่มความสามารถของเหรียญให้หลากหลายขึ้น ทำอะไรได้มากกว่า Bitcoin ซึ่งก็ทำได้จริง ๆ เพราะปัจจุบัน Ethereum เป็นสกุลเงินที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจประเภทต่าง ๆ ไม่จำกัดแค่การใช้ในธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น


อีเธอร์เลียม

Ethereum กับ Bitcoin ต่างกันตรงไหน ?


          แม้ว่า Ethereum และ Bitcoin จะเป็นเงินดิจิทัลที่มีรูปแบบคล้ายกันมาก ๆ คือ มีเทคโนโลยี Blockchain ทำงานอยู่เบื้องหลัง สามารถขุดได้ ซื้อ-ขายเก็งกำไรได้ รวมถึงมีร้านค้าบางแห่งยอมรับ ให้สามารถนำมาซื้อสินค้าแทนเงินสดได้แล้วเช่นกัน


          อย่างไรก็ดี สิ่งที่ Ethereum แตกต่างจาก Bitcoin เลยก็คือ Ethereum ไม่ได้เป็นแค่สกุลเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีรูปแบบเป็นเหมือน Open Source ที่อนุญาตให้ทุกคนเข้ามาพัฒนา หรือเขียนข้อมูลต่าง ๆ ลงบนสกุลเงินได้ ทำให้เราสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ขึ้นมาบนเครือข่าย Ethereum ได้อีกชั้นหนึ่ง จึงช่วยให้ Ethereum มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ต่างจาก Bitcoin ที่เน้นการทำธุรกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียว


- บิทคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร เงินยุคดิจิทัลในโลกออนไลน์...โอกาสหรือความเสี่ยง ?



1 Ethereum เท่ากับกี่บาท


           Ethereum เปิดซื้อ-ขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแรกไว้ที่ 1 ETH เท่ากับ 2.83 เหรียญสหรัฐ หรือราว 90 บาท หลังจากนั้นมูลค่าของ Ethereum ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในเดือนมกราคม 2561 ราคา Ethereum ทำสถิติพุ่งไปถึงระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ หรือราว 40,000 บาท แม้ปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2561) ราคา Ethereum จะปรับลงมาอยู่ที่ระดับ 800 เหรียญสหรัฐ หรือราว 25,000 บาท แต่ก็ยังถือว่าเป็นเหรียญที่มีการเติบโตสูงมากอยู่ดี เมื่อเทียบกับตอนเปิดตัวเหรียญครั้งแรกในปี 2558  


อีเธอร์เลียม
ภาพจาก Coinmarketcap

         ทั้งนี้ ปัจจุบัน Ethereum ถูกขุดไปแล้วกว่า 90 ล้านเหรียญ จากปริมาณเหรียญที่มีทั้งหมดราว ๆ 100 ล้านเหรียญ และเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าการตลาด (market cap) ประมาณ 7.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.5 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจาก Bitcoin เท่านั้น


 

ทำไมคนถึงสนใจลงทุนใน Ethereum 


          ช่วงที่ผ่านมา นอกจากมูลค่าเหรียญของ Ethereum จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว ความสามารถของตัวเหรียญเอง ก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นมาดูกันว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Ethereum มีความโดดเด่นและเป็นที่จับตามองของหลายคน


          1. ระบบ Smart Contract

          Smart Contract นับว่าเป็นความเจ๋งและเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ Ethereum ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งาน เขียนโปรแกรมลงไปในข้อมูลของเหรียญได้ โดยจะเป็นการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาตามที่เรากำหนด เมื่อมีใครทำตามเงื่อนไขนั้นสำเร็จ ก็จะได้รางวัลที่เรากำหนดไว้เป็นการตอบแทน ทำให้นักพัฒนาจำนวนมากหันมาสนใจ Ethereum และนำระบบ Smart Contract ไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายธุรกิจทั่วโลก ตัวอย่างของการนำระบบ Smart Contract ไปใช้งาน ก็อย่างเช่น 


          - การชำระค่าเช่าหอพัก โดยเป็นการทำสัญญาในระบบไว้ว่า ให้ผู้เช่าโอนเงินจ่ายค่าเช่าภายในวันที่ 30 ของแต่ละเดือน ซึ่งหากมีการโอนเงินเข้ามา Blockchain จะบันทึกข้อมูลไว้ ผู้เช่าก็จะสามารถอาศัยในหอพักได้ตามปกติ แต่หากไม่มีการโอนเงินเข้ามา หรือโอนมาไม่ครบ ระบบก็จะทำการล็อกประตูอัตโนมัติ ไม่ให้ผู้เช่าเข้ามาใช้งานหอพักต่อได้  


          - การชำระค่าบัตรเครดิต โดยผู้ใช้และธนาคารอาจมีการทำสัญญาร่วมกันไว้ว่าให้ระบบตัดเงินจากบัญชีผู้ใช้อัตโนมัติ เพื่อนำไปชำระค่าบัตรเครดิตทุกสิ้นเดือน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปธนาคาร หรือโอนเงินด้วยตัวเอง 


          - ธุรกิจเช่ารถ อาจมีการออกแบบให้รถยนต์เชื่อมต่อกับระบบ Blokchain ไว้ และจอดทิ้งโดยไม่ต้องมีคนมาคอยเฝ้าก็ได้ เพราะเมื่อมีลูกค้าเห็นรถและสนใจที่จะเช่า ก็เพียงแค่โอนเงินเข้ามาในบัญชีที่เราระบุไว้ ระบบ Smart Contract จะตรวจสอบและเปิดประตูให้ลูกค้าสามารถขับรถออกไปได้เลย 


          นอกจากนี้ Smart Contract ยังนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์, โอนเงินข้ามประเทศ, การขอใบอนุญาตต่าง ๆ หรือแม้แต่การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน 


อีเธอร์เลียม
ภาพจาก Ethereum.org

          2. ความนิยมในการระดมทุนผ่าน ICO

          ICO หรือ Initial Public Offering เป็นรูปแบบการระดมทุนแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยจะเป็นการออกเหรียญดิจิทัลชนิดใหม่ขึ้นมา แล้วเปิดขายให้ผู้ที่สนใจนำเงินมาลงทุน เพื่อนำเงินที่ระดมทุนได้ไปต่อยอดธุรกิจ หรือโครงการที่อยากจะทำ และด้วยความสามารถ Smart Contract นี่แหละ จึงทำให้นักพัฒนาสามารถใช้ Ethereurm ออกเหรียญชนิดใหม่เป็นของตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งมีคนใช้ Ethereurm ระดมทุนทำ ICO มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อมูลค่าของ Ethereurm มากเท่านั้น


          ในประเทศไทยเองก็มีบริษัทหลายแหล่งเลือกระดมทุนแบบ ICO ด้วยการออกเหรียญผ่านระบบของ Ethereurm ไม่ว่าจะเป็น Omise ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ ที่ออกเหรียญดิจิทัลที่ชื่อ OmiseGo (OMG) หรืออย่าง Jmart บริษัทค้าปลีกสินค้าเทคโนโลยี ที่ออกเหรียญดิจิทัลที่ชื่อ JFinCoin 


          3. Enterprise Ethereum Alliance (EEA)

          EEA เป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพชั้นนำทั่วโลก เพื่อร่วมกันวิจัยพัฒนา Ethereum ให้ใช้ได้กับธุรกรรมของแต่ละบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 116 บริษัท มีบริษัทชื่อดังของโลกรวมอยู่ด้วย ทั้ง Microsoft, JP Morgan, Toyota และ Intel ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ Ethereum เป็นสกุลเงินที่หลายคนให้ความยอมรับ และมองว่ามีเสถียรภาพกว่าสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ จากการที่มีบริษัทชั้นนำเหล่านี้ ร่วมพัฒนาอยู่ด้วยนั่นเอง


อีเธอร์เลียม

Ethereum ขุดยังไง 

 

          สำหรับการลงทุนใน Ethereum นั้น แบ่งได้เป็น 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้ 


          1. การขุด (Mining)

          Ethereum เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถขุดได้เช่นกัน ซึ่งวิธีการขุด Ethereum ก็ไม่ได้ต่างจาก Bitcoin เลย เพราะมีระบบ Blockchain ทำงานอยู่เบื้องหลังเหมือนกัน โดยนักขุดจะต้องทำการแก้โจทย์สมการในแต่ละ Block ไปเรื่อย ๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีสเปคสูง ๆ เพราะยิ่งเครื่องของเรามีกำลังแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ขุดเหรียญออกมาจำนวนเยอะ ๆ ได้ในเวลาอันสั้น หรือใครจะเช่าเหมืองคนอื่นขุดแบบ Cloud Mining ก็ได้เช่นกัน และหากแก้สมการสำเร็จก็จะได้เหรียญ Ethereum เป็นการตอบแทน


          อย่างไรก็ดี ความยากของการขุด Ethereum ไม่ได้มีแค่เรื่องอุปกรณ์ที่มีราคาสูงและหายากเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของจำนวน Ethereum ที่เหลืออยู่ในระบบด้วย เพราะยิ่งจำนวนเหรียญเหลือน้อย การแก้สมการก็ยิ่งยากมากขึ้น รวมทั้งต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบัน Ethereum ถูกขุดไปแล้วกว่า 90 ล้านหน่วย จากเหรียญทั้งหมดที่มีประมาณ 100 ล้านหน่วย ไม่ต่างจากบิทคอยน์ที่มีคนขุดกันไปแล้วเป็นจำนวนมาก


- ขุดบิทคอยน์ (Bitcoin) ทำยังไง ทำไมคนทั่วโลกสนใจเป็นชาวเหมือง ? 


          2. เทรดด้วยสกุลเงินอื่น (Trading)


          ใครอยากลงทุน Ethereum แต่ไม่ชอบความยุ่งยากในการหาคอมพิวเตอร์แรง ๆ ไปขุดเหรียญ ก็สามารถลงทุนแบบสายเทรดได้ โดยการนำเงินสกุลอื่น ๆ ไปแลก Ethereum มาเก็บไว้ เพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกของตลาด ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายเว็บไซต์เลย ที่เปิดให้บริการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยน Ethereum   


อีเธอร์เลียม

Ethereum กับความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวัง


          แม้หลายคนอาจมองว่าอนาคตของ Ethereum นั้น น่าจะยังสดใสและไปได้อีกไกล แต่ก็ต้องยอมรับว่าการลงทุนใน Ethereum และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ยังมีความเสี่ยงที่สูงอยู่ โดยความเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่


          - ราคาที่ผันผวน


          หากเรานั่งดูกราฟราคาของ Ethereum นับตั้งแต่เปิดการซื้อ-ขาย ก็จะพบเลยว่าราคามีความผันผวนสูงมาก ไม่ต่างจากสกุลเงินดิจิทัลชนิดอื่นเลย เรื่องนี้จึงยังเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล บวกกับการประเมินมูลค่าของเงินดิจิทัล ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และไม่มีใครประเมินได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงของ Ethereum ที่ควรจะเป็นคือเท่าไหร่กันแน่


          - ความสามารถในการรองรับ ICO จำนวนมาก ๆ


          แน่นอนว่ายิ่งมีคนระดมทุน ICO บนระบบของ Ethereum มากขึ้น ย่อมเป็นผลดีแน่นอน แต่ปัญหาคือ Ethereum จะมีศักยภาพรองรับการลงทุนที่พร้อมกันเป็นจำนวนมาก ๆ ได้ดีพอหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยทำให้ระบบของ Ethereum เกิดปัญหามาแล้ว และในอนาคตหากมีการทำ ICO เยอะขึ้น ก็ต้องมาลุ้นกันว่าระบบจะรองรับได้มากน้อยแค่ไหน 


          - ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ


          เป็นสิ่งที่ทุกสกุลเงินดิจิทัลต้องเจอเหมือนกันคือ ยังไม่มีองค์กรหรือกฎหมายอะไรออกมารองรับการลงทุนเงินดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายเก็งกำไร ลงทุนขุดเหรียญ หรือแม้แต่การทำ ICO ก็ยังเป็นสิ่งที่คลุมเครืออยู่ว่า ในประเทศไทยสามารถทำได้อย่างถูกต้องหรือไม่


  

         จะเห็นว่าตอนนี้เงินดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว และกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งนอกจากบิทคอยน์และอีเธอร์เลียมแล้ว ก็ยังมีเงินดิจิทัลสกุลอื่นอีกมากมาย เช่น รู้จัก 5 สกุลเงินดิจิทัลมาแรง ที่มีโอกาสแซงบิทคอยน์ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องนี้เอาไว้บ้างก็ไม่เสียหาย ส่วนใครที่คิดจะเข้าไปลงทุนในธุรกิจนี้ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเงินดิจิทัลยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน ไม่อย่างนั้นอาจหมดตัวเอาได้ในพริบตา

13 March 2018